เทคโนโลยีสำหรับตรวจข้อสอบปริมาณมากๆ ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ Optical Marked Reader หรือ OMR ส่วนมากมีหลักการทำงานคือใช้เครื่องสแกนอ่านรู้จำรอยกาคำตอบที่ระบายด้วยดินสอ 2 B ตำแหน่งที่กาตอบบนกระดาษ จึงมีผงคาร์บอนจากดินสอปิดกั้นแสง แล้วเครื่องแปลผลออกเป็นค่าคะแนน ดังนั้น จึงใช้ได้กับข้อสอบปรนัยเท่านั้น เทคโนโลยีนี้ นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด แม้แต่กระดาษคำตอบยังต้องนำเข้า แม้มีความเร็วสูงในการตรวจ แต่ด้วยราคาที่สูงต่อจุดตรวจ และไม่สามารถทำงานในระบบ Computer Network ได้ จึงมีข้อจำกัดในการขยายจุดตรวจเพื่อรองรับงานที่มหาศาล อีกทั้งการไม่มีระบบเก็บภาพที่สแกนนั้นไว้ในรูปดิจิตอล ทำให้ยังต้องมีระบบการจัดเก็บกระดาษที่ดี เพื่อง่ายต่อการค้นเป็นระยะเวลาหนึ่งหลังสอบเสร็จ


 

     อนึ่ง ในการกรอกกระดาษคำตอบนั้น นักเรียนต้องใช้ดินสอ 2 B ซึ่งเกิดปัญหาขาดแคลนอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งการกาคำตอบต่างไปจากที่เคยทำมาก่อนอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือจากที่เคยกากบาทมาระบายให้เต็มวง ซึ่งนับเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับนักเรียนส่วนมาก เป็นความยุ่งยากที่มากดดันในช่วงเวลาที่ต้องการสมาธิอย่างสูงอย่างไม่น่าจะให้เกิดขึ้น ครั้นจะให้นักเรียนทุกคนได้ผ่านประสบการณ์กับรูปแบบดังกล่าวก่อนสอบก็เป็นไปได้ยากเพราะราคาที่สูง แม้เพียงการเผยแพร่รูปแบบกระดาษคำตอบก่อนก็มักไม่สามารถทำได้เพราะเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีนี้ จึงมีข้อผิดพลาดในการกรอกผิดพลาดมาอย่างแน่นอน ทั้งที่จงใจและไม่จงใจทำตามข้อกำหนด แม้ว่ามีการชี้แจง หรือตรวจกรองก่อนนำมาเข้าระบบตรวจแล้วก็ตาม การแก้ปัญหานี้ของเทคโนโลยีดังกล่าว คือต้องมีการตรวจด้วยตาดูกระดาษคำตอบก่อนนำเข้าเครื่องตรวจ ซึ่งยุ่งยากและมักไม่สามารถกรองปัญหาออกได้หมด ในทางปฏิบัติจึงมักกำหนดเป็นกติกาว่าหากไม่ทำตามถือว่าผิดกติกาและปรับให้ข้อนั้นเป็นคำตอบที่ผิด แนวทางดังกล่าวตั้งบนความเชื่อว่าเครื่องจักรถูกเสมอ และหากมีข้อผิดพลาดถือว่านักเรียนทำผิด การสอบจึงไม่เพียงประเมินความรู้ของนักเรียน แต่ประเมินความสามารถทำตามข้อแนะนำในการกรอกกระดาษคำตอบและทักษะการระบายดินสอให้เต็มวง อย่างไม่สมควรให้เกิดขึ้นกับวงการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

     สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะจัดการทดสอบ A-NET และ O-NET ครั้งแรกคือต้นปี พศ. 2549 โดยประมาณการว่าจะมีนักเรียนสอบคราวละกว่า 600 ,000 คน ปริมาณกระดาษคำตอบกว่า 3 ล้านแผ่น ข้อสอบ 3 ใน 5 วิชา มีข้อสอบอัตนัย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กว่าครึ่งเป็นกระดาษคำตอบที่มีลายมือเขียนตอบ ซึ่งไม่สามารถจัดการได้โดยเทคโนโลยีที่กล่าวแล้วข้างต้น


     ระบบการตรวจข้อสอบที่ควรจะเป็นคือ สามารถอ่านเครื่องหมาย ( Optical marked recognition หรือ OMR) โดยอ่านได้แม้เป็นเครื่องหมายกากบาทซึ่งเป็นสิ่งคุ้นเคยของนักเรียนในการกาตอบข้อสอบ และเครื่องหมายนั้นเขียนด้วยดินสอหรือปากกาก็ได้ สามารถอ่านลายมือที่เขียนเป็นตัวเลขได้ ( Intelligent character recognition หรือ ICR) มีรูปแบบการตรวจสอบความถูกต้อง ( data verification) ที่ง่าย โดยไม่ต้องตรวจดูกระดาษด้วยตาก่อนสแกน สามารถรองรับระบบตรวจข้อสอบประเภทอัตนัยด้วยระบบเรียกดูคำตอบที่เขียนด้วยลายมือ เป็นรายข้อ และสามารถทำงานโดยผ่าน Computer network ได้ เพื่อกระจายผู้ตรวจได้ไม่จำกัด และควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบได้ นอกจากนั้นยังควรใช้กระดาษที่มีขายทั่วไปได้ ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อต้นทุนการจัดพิมพ์ต่ำ ให้สามารถออกแบบฟอร์มเอง พิมพ์ออกเองได้ โดยใช้โปรแกรม Word และสามารถใช้เครื่องสแกนธรรมดา ซึ่งมีราคาต่ำกว่าเครื่อง OMR หลายเท่า เพื่อให้สามารถกระจายแหล่งตรวจ และจำนวนเครื่องสแกนได้มาก และสามารถประกาศผลสอบได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่า


 

     นับเป็นความบังเอิญที่น่ายินดีที่คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กล่าวข้างต้น เกือบทั้งหมดมีอยู่ในความสามารถของซอฟต์แวร์ไทย เป็นผลงานการพัฒนาโดยคนไทย ที่ผ่านการใช้งานอย่างประสบผลสำเร็จในโครงการวิจัยขนาดใหญ่กว่า 10 โครงการ (ดูรายละเอียดใน http://www.superscansoft.com ) จากการทดลองใช้กับรูปแบบกระดาษคำตอบที่กำหนดโดย สทศ. ก็พบว่าเป็นจริงตามนั้น

     ซอฟต์แวร์ดังกล่าว มีความเชื่อว่า "ไม่มีโปรแกรมใดในโลกที่อ่านรู้จำลายมือมนุษย์ได้โดยไม่ต้องมีการตรวจ หรือไม่มี Data verification " จากนั้นได้ตั้งโจทย์ที่ท้าทายคือ "จะรู้ได้อย่างไรว่าผิด และเมื่อรู้แล้วจะแก้ไขอย่างไร" เป็นทิศทางการพัฒนามากว่า 10 ปี จนสามารถพัฒนาขึ้นเป็นผลสำเร็จ ที่มีความสามารถทั้ง OMR และ ICR พร้อมกับมีเครื่องมืออย่างง่ายให้ผู้ที่มีความตระหนักด้านคุณภาพข้อมูลนำไปใช้งานแล้ว ได้ข้อมูลที่คุณภาพสูง ถึงกับสามารถประกันความถูกต้องได้ 100% แม้มีข้อสงสัย ก็ตรวจสอบได้ด้วยการดูจากภาพฟอร์มได้ทันที เกิดเป็นระบบที่ทำให้คำว่า “ ข้อมูลคุณภาพ ” นั้น เป็นรูปธรรม สัมผัสได้ ไม่เพียงการกล่าวอ้าง


กล่าวอีกนัยหนึ่ง ด้วยซอฟต์แวร์ไทยที่กล่าวถึงนี้ ไม่มีกติกาปรับผิดกับการกรอกคำถามผิดไปจากที่กำหนดหากไม่เป็นการจงใจ เช่นไม่ได้กากบาท แต่กาถูกมาเพราะจะหมดเวลาสอบ หรือไม่ลบจนสะอาดก่อนกาเลือกข้อใหม่ เป็นระบบที่รองรับรูปแบบการตอบข้อสอบที่นักเรียนคุ้นเคยโดยไม่สร้างความกดดันใดๆ ในช่วงเวลาที่ต้องการสมาธิอย่างสูง ระบบนี้จึงเข้ากับคำกล่าวที่ว่า
" No child left behind "
 
 
 
 
 
Copyright ©2004-2006 SuperScanSoft Co.,Ltd. All Rights Reserved.